ศัลยกรรมเสริมความงาม คือ อะไรมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?

มารู้จักการทำศัลยกรรมเสริมความงามในปัจจุบัน ว่ามีกี่ประเภท นอกจากเสริมความมั่นใจให้ตัวเองแล้ว ยังมีผลต่อความเชื่อโหงวเฮ้งเสริมดวง ให้ชีวิตหน้าทีการงานดีขึ้นอีกด้วยค่ะ

ความสวยความงามอยู่คู่กับผู้หญิงทุกคนและทุกรุ่นทุกวัย จากสุภาษิตของไทย ที่กล่าวไว้ว่า  “ ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ” สอดคล้องกับสุภาษิตโบราณของอียิปต์ที่กล่าวว่า “ A Beautiful Thing is Never Perfect ” หรือสิ่งสวยงามมักจะไม่มีความสมบูรณ์ ผู้หญิงทุกยุคทุกสมัยจึงนอกจากไม่ยอมหยุดสวยแล้ว

ในยุคนี้การดูแลรูปร่างให้สวยดูดีด้วยการทำศัลยกรรมเสริมความงามที่เป็นที่นิยม เช่น

  • ศัลยกรรมกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง แก้หนังตาตก ตาปรือ
  • ศัลยกรรมแก้ภาวะเบ้าตาลึก
  • ศัลยกรรมผ่าตัดถุงใต้ตา
  • ศัลยกรรมทำตาสองชั้นแผลเล็ก
  • ศัลยกรรมเปิดหัวตา
  • ศัลยกรรมยกคิ้ว
  • ศัลยกรรมเสริมจมูก
  • ศัลยกรรมเสริมคาง
  • ศัลยกรรมปาก
  • ศัลกรรมโบท็อก ร้อยไหม
  • ศัลยกรรมเสริมหน้าอก ทำนม
  • ศัลยกรรมยกกระชับหน้าอก ทรวงอก
  • ศัลยกรรมแก้ไขหน้าอก

ศัลยกรรมความงาม คือ อะไร

ศัลยกรรมความงาม คือ การเปลี่ยนแปลงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยวิธีทางการแพทย์ เพื่อตกแต่งใบหน้า รูปร่าง หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้สมบูรณ์ แข็งแรง และสวยดูดีขึ้น โดยการผ่าตัด การปลูกถ่าย และการฉีดสารบริเวณอวัยวะต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดเสริมจมูก การปลูกถ่ายเส้นผม การฉีดสารเพื่อให้ผิวหน้ากระชับ เสริมนม ทำหน้าอก ให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ เป็นต้น

แม้การทำศัลยกรรมจะเป็นตัวช่วยเสริมจุดด้อยให้เป็นจุดเด่นที่สามารถทำได้ไม่ยาก และยังตกแต่งเสริมความงามได้เกือบทุกจุดบนร่างกาย แต่ควรคำนึงถึงความปลอดภัย ทำออกมาแล้วสวยสมใจ เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง เพราะการทำศัลยกรรมเสริมความงามมีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำแต่ละครั้งก็ไม่น้อย ควรคำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่ง Jarem Clinic ใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษค่ะ

ประวัติความเป็นมาการศัลยกรรม

ความเป็นมาของการทำศัลยกรรม เกิดขึ้นในอดีตตั้งแต่ยุคสมัยสงครามที่มีการสู้รบกัน ทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ แพทย์ได้ใช้ความรู้ความสามารถในวิชาศัลยกรรม ผ่าตัดรักษาให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ หรือมีความพิการจากการรบ

ความหมายของการศัลยกรรมในอดีต จึงหมายถึงการผ่าตัดอวัยวะเพื่อรักษาหรือปรับปรุงรูปร่างของอวัยวะให้สวยงามและเหมาะสม ทำให้อวัยวะนั้น ๆ ยังคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ รวมทั้งเป็นการศัลยกรรมส่วนที่ผิดปกติให้กลับสู่สภาพปกติ เช่น การผ่าตัดแก้ไขให้กับเด็กที่มีปัญหา ปากแหว่ง เพดานโหว่ ผ่าตัดเนื้องอก หรือคนที่ประสบอุบัติเหตุ ถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หน้าเป็นแผลเสียโฉม เพื่อช่วยให้คนที่มีปัญหาเหล่านี้กลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติหรือใกล้เคียงมากที่สุด 

จากจุดเริ่มต้นของการทำศัลยกรรมตกแต่ง เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์มีการพัฒนามากขึ้น จากศัลยกรรมตกแต่งเพื่อการรักษาและแก้ไขก็นำไปสู่การศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม ทำให้สมบูรณ์ดูดียิ่งขึ้น

ซึ่งสมาคมที่ทำหน้าที่ในการควบคุมและดูแลแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการทำศัลยกรรมต่าง ๆ คือ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย โดยก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2527 ใช้ชื่อ สมาคมศัลยแพทย์ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2530 ได้มีการจดทะเบียนในชื่อ “สมาคมศัลยแพทย์เสริมสวยแห่งประเทศไทย” และ ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยนาชาติ ( International Society of aesthetic plastic surgeons หรือ ISAPS ) ที่มีสมาชิกทั่วโลกทั้งหมด 46 ประเทศ

จุดมุ่งหมาย และความสำคัญของศัลยกรรมความงาม

ศัลยกรรมความงาม เป็นกระแสนิยมและเป็นสิ่งที่ยอมรับกันในสังคมปัจจุบัน แม้ค่าใช้จ่ายการทำศัลยกรรมที่เรียกกันว่า สวยสั่งได้ จะราคาสูงถึงหลักหมื่นหรือหลายหมื่นบาทตามนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คิดค้นขึ้นมา ทุกคนเมื่อต้องการทำศัลยกรรมก็พร้อมจ่าย เพราะความงามเป็นพลวัตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ได้มีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานหรือมีหนึ่งเดียว จุดมุ่งหมายของการทำศัลยกรรมความงามของแต่ละบุคคล จึงแตกต่างกันไป เช่น

  1. ศัลยกรรมความงาม เพื่อฟื้นสภาพหรือปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น หรือเพื่อให้เข้าถึงความงาม อย่างที่ตนเองต้องการหรือคาดหวัง เช่น ทำหน้าอก เสริมหน้าอก อัพไซส์ อัพขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น
  2. ศัลยกรรมเพื่อฟื้นฟูส่วนที่ร่างกายมีความผิดปรกติ จุดมุ่งหมายของการศัลยกรรมเพื่อการรักษา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ส่วนที่ผิดปกติของร่างกายไม่ว่าจะเป็นความผิดปรกติหลังจากได้รับอุบัติเหตุ หรือความผิดปกติที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด
  3. การศัลยกรรมความงามตามค่านิยม จุดมุ่งหมายของการศัลยกรรมลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่กลุ่มคน ยอมรับหรือพึงพอใจ จนกลายเป็นกระแสความเชื่อ เป็นค่านิยมที่ทำให้บุคคลนั้น ๆ ตัดสินใจทำศัลยกรรม เช่น การเดินทางไปทำศัลยกรรมความงามที่ประเทศเกาหลี หรือตัดสินใจเลือกคลินิกเสริมหน้าอก แห่งใดแห่งหนึ่งที่กำลังอยู่ในกระแสนิยม
  4. การศัลยกรรมความงามเพื่อปรับลุค หรือเสริมรูปลักษณ์ให้เหมือนบุคคลที่ชื่นชอบ เช่น เสริมหน้าอก เสริมจมูก หรือศัลยกรรมปาก ให้เหมือนดาราดัง ๆ 
  5. การศัลยกรรมเพื่อเสริมบุคลิกภาพ เพื่อความงามที่มีผลทางสังคม มีผลต่ออาชีพและหน้าที่การงาน เช่น การศัลยกรรมคิ้วเพื่อเสริมโหงวเฮ้ง การปลูกผมเพื่อเสริมบุคลิกภาพกรณีมีปัญหาศีรษะล้าน ศัลยกรรมเสริมหน้าอก เสริมจมูก สำหรับอาชีพที่เน้นรูปร่างหน้าตา เช่น ดารา นางแบบ 
  6. การศัลยกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศสภาพ เป็นการผ่าตัดศัลยกรรมเปลี่ยนแปลงเพศสภาพภายนอกให้ตรงกับสภาพจิตใจ เช่น เปลี่ยนจากเพศชายเป็นเพศหญิง หรือทำนม ทำหน้าอก ศัลยกรรมความงามให้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับเพศหญิงมากที่สุด

จากจุดมุ่งหมายและความสำคัญของการทำศัลยกรรมความงาม โดยแต่ละบุคคลมีความต้องการและมีจุดประสงค์ในการศัลยกรรมที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญเป้าหมายของการศัลยกรรมความงามไม่ใช่เพื่อความงาม หรือเฉพาะผู้หญิงเท่าที่นั้นที่ต้องการศัลยกรรมความงาม แต่ส่วนหนึ่งทั้งผู้หญิงและผู้ชายหรือเพศที่สาม ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อความพึงพอใจและสร้างรูปลักษณ์ที่ดีทำให้มีความมั่นใจในบุคลิกภาพของตนเอง

ซึ่งการมีบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ที่โดดเด่นดูดี เป็นความจำเป็นที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นต้นทุนหรือใบเบิกทาง ช่วยให้การใช้ชีวิตหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือมีโอกาสประสบความสำเร็จในอาชีพ ในหน้าที่การงานและการดำเนินชีวิตมากขึ้น

ประเภทของการศัลยกรรมเสริมความงาม ที่ได้รับความนิยม

ประเภทของการศัลยกรรมที่ได้รับความนิยม ได้แก่

  1. ศัลยกรรมจมูก จมูกเป็นอวัยวะบนใบหน้าที่มีส่วนช่วยให้ใบหน้าดูโดดเด่นหรือสวยชวนมองได้ การเสริมจมูกจึง เป็นการทำศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ของคนไทยและของคนเอเชีย การทำศัลยกรรมจมูก เป็นการตกแต่งเพื่อปรับเปลี่ยนขนาดหรือรูปทรงของจมูกด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การตัดปีกจมูก การตกแต่งฐานกระดูกจมูก และการเสริมจมูกเพื่อเพิ่มความโด่งของสันจมูกโดยการเสริมวัสดุประเภท ซิลิโคนหรือกระดูกอ่อนเข้าไป
  2. ศัลยกรรม ตาสองชั้น คือ การการผ่าตัดบริเวณหนังตาบน โดยมีจุดประสงค์ในการทำให้ชั้นตาบนดูมีสองชั้นที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งการทำตาสองชั้นนอกจากเรื่องของความสวยงามแล้ว ในบางกรณีการศัลยกรรรมตาสองชั้นยังเป็นการแก้ปัญหาหนังตาตกมาบังการมองเห็น ปัจจุบันการทำตาสองชั้น มีหลากวิธีและยังมีเทคนิคที่แตกต่างกันออกไปตามความถนัดของจักษุแพทย์ หรือขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ที่ต้องการศัลยกรรม และตามตามความเหมาะสมกับสภาพดวงตาของแต่ละบุคคลที่มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
  3. ศัลยกรรมริมฝีปาก เป็นการตกแต่งริมฝีปากที่หนาไม่ได้รูปให้ปากบางสวยได้รูปแบบตามที่ต้องการ และรูปปากที่ได้รับความนิยมคือทรงปากกระจับหรือปากทรงปีกนก ปัจจุบันการศัลยกรรมริมฝีปากยังไม่ยุ่งยาก เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย
  1. ศัลยกรรมเสริมคาง ก็เพื่อต้องการทำให้รูปหน้าดูมีมิติสวยสมดุล หรือช่วยเติมเต็มคางให้ใบหน้าดูเรียวยาว บางกรณีศัลยกรรมเสริมค้างยังเป็นการแก้ปัญหา ช่วยปรับรูปหน้าให้คนหน้ากลมหรือหน้าเหลี่ยมมีรูปหน้าที่สวยสมส่วน 
  1. ศัลยกรรมดูดไขมัน เป็นการดูดเอาไขมันส่วนเกินในชั้นใต้ผิวหนังออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายออก เป็นการศัลยกรรมเฉพาะจุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเป็นจุดที่ลดไขมันได้ยาก เช่น หน้าท้อง สะโพก ต้นขา ก้น แขน หรือคอ สำหรับคนที่ต้องการลดไขมันเฉพาะจุดนิยมศัลยกรรมด้วยการดูดไขมัน เพราะนอกจากบริเวณต่าง ๆ เหล่านี้ลดไขมันได้ยากแม้จะออกกำลังกาย หรือใช้วิธีอดและควบคุมอาหาร การดูดไขมันยังเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
  2. ศัลยกรรมดึงหน้า เป็นการยกกระชับใบหน้าและลำคอเพื่อลดริ้วรอยแห่งวัยที่เกิดขึ้น โดยการใช้เทคนิคของศัลยแพทย์ซึ่งการศัลยกรรมดึงหน้าจะมี 2 แบบ ได้แก่ การศัลยกรรมเป็นบางส่วน เช่น ศัลยกรรมดึงหน้าบริเวณแก้มที่ห้อยหรือเหี่ยวย่น และการศัลยกรรมดึงหน้าทั้งหมด เช่น ศัลยกรรมบริเวณหน้าผาก แก้ม คิ้ว และกระชับลำคอ รวมไปถึงแก้ไขหนังตาหย่อนยานหรือถุงไขมันใต้ตา และดูดไขมันที่แก้มออก
  3. ศัลยกรรมเสริมหน้าอก เป็นการผ่าตัดเพื่อเพิ่มขนาดของเต้านม หรือทำนม ทำหน้าอก ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จุดประสงค์ของการศัลยกรรมเสริมหน้าอกไม่เฉพาะเพื่อความสวยงาม หรือปรับเปลี่ยนเพศสภาพตามความต้องการเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการศัลยกรรมเพื่อแก้ไขความผิดปกติที่เกิดจากการรักษามะเร็งเต้านมอีกด้วย

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรม

เมื่อความสวยสั่งได้ด้วยการศัลยกรรม และความงามก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะใคร ๆ ก็ต้องการให้ตัวเองสวยหล่อดูดีอยู่เสมอ ดังนั้นในปัจจุบันเราจะเห็นสถานพยาบาลที่มีการให้บริการศัลยกรรมความงาม เปิดให้บริการมากมาย การทำศัลยกรรมอย่างไรให้ปลอดภัย เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรม

  1. การทำศัลยกรรมในครั้งนั้น ตอบโจทย์หรือตรงกับปัญหาของตนเองหรือไม่ เช่น การมีปัญหาหนังตาตกมากจนส่งผลเสียต่อการมองเห็น การศัลยกรรมจึงไม่เพียงยกกระชับใบหน้าเท่านั้นแต่ต้องแก้ปัญหาต่อการมองเห็นด้วย
  2. การศัลยกรรมความงามที่อยู่ในความพอดี หมายถึง การทำศัลยกรรมที่ไม่ฝืนธรรมชาติมากไป แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยีรวมทั้งเทคนิคทางการแพทย์จะพัฒนาไปมาก แต่หากการศัลยกรรมในครั้งนั้นเกินความพอดีและฝืนความเป็นธรรมชาติมากไป ระยะแรกของการศัลยกรรมอาจดูดีและไม่มีปัญหา แต่ในอนาคตอาจมีปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข เช่น การมีรูปร่างเล็กแต่ต้องการเสริมหน้าอก ทำนม อัพไซส์ให้ใหญ่ การศัลยกรรมอาจทำให้หน้าอกใหญ่ตามขนาดที่ต้องการ แต่การมีหน้าอกใหญ่เกินไป ในอนาคตอาจมีปัญหาสุขภาพ ทำให้เกิดอาการปวดบ่า คอ และหลังตามมาได้
  3. ทำน้อย สวยปลอดภัย และมั่นใจในตัวเอง การทำศัลยกรรมความงามยิ่งทำน้อยยิ่งปลอดภัย ผลแทรกซ้อนที่เกิดจากการศัลยกรรมก็จะลดน้อยตามไปด้วย การตัดสินใจทำศัลยกรรมเสริมความงามแต่ละครั้ง จึงต้องคิดวางแผนเป็นอย่างดี เพราะการเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการศัลยกรรมเพียงเล็กน้อย อาจสร้างความมั่นใจในตนเองได้มากกว่า
  4. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ธุรกิจความงามมีการแข่งขันการสูง กลยุทธ์ด้านการตลาดที่ใช้ต่อสู้กันได้ดีที่สุด ก็คือราคาค่าบริการ การจัดโปรโมชั่นทั้งลดราคาหรือมีบริการเสริม หากเป็นการศัลยกรรมประเภทเดียวกันแต่ราคาถูกแพงแตกต่างกันมาก ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้การศัลยกรรมไม่เป็นไปตามที่ต้องการ มีความเสี่ยงมากกว่า การศัลยกรรมควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพของการทำ โดยเลือกคลินิกหรือสถานเสริมความงามที่ได้เป็นมาตรฐานแม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า 
  5. คาดหวังผลจากการศัลยกรรมสูงเกินไป ทำให้ขาดการเตรียมตัวเตรียมใจ เมื่อผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง หรือผลลัพธ์ที่ได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ หากไม่ทำใจยอมรับและรับไม่ได้ ส่งผลให้ต้องศัลยกรรมซ้ำหรือแก้ไข จนกลายเป็นเสพติดการศัลยกรรมในที่สุด
  6. ศัลยกรรมตามเทรนด์ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การศัลยกรรมเสริมความงาม ไม่ประสบความสำเร็จหรือทำออกมาแล้วไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คือการศัลยกรรมตามค่านิยมหรือตามเทรนด์ เช่น การปรับเปลี่ยนรูปหน้าให้เป็นสาวเกาหลี โดยการเดินทางไปศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลี ถึงแม้ทำออกแล้วจะสวยสมใจ แต่ขาดความเป็นตัวตนของเรา ขัดต่อบุคลิกภาพและไม่เป็นตัวของเราเองก็ทำให้ขาดความมั่นใจและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตได้
  7. ขาดความพร้อม การทำศัลยกรรมเพื่อแก้ไขส่วนที่บกพร่องหรือเพื่อเสริมความงามตามที่ต้องการ หากมีความจำเป็นแต่ขาดความพร้อมด้านการเงินอาจเลือกทำศัลยกรรมจากคลินิกความงามที่คิดราคาค่าบริการไม่สูง และไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพหรือมาตรฐาน รวมทั้งขาดความพร้อมด้านสุขภาพ เช่น การมีปัญหาสุขภาพมีโรคประจำตัว ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายและไม่ปลอดภัยทั้งขณะทำศัลยกรรมและหลังศัลยกรรม
  8. มองข้ามผลกระทบที่อาจเกิดจากการศัลยกรรม การผ่าตัดทำศัลยกรรมไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ย่อมต้องเจ็บตัวและต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงอาจต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างไปตลอดชีวิต เมื่อผลกระทบนั้นกลายเป็นปัญหาต่อการดำเนินชีวิตทำให้ต้องศัลยกรรมซ้ำเพื่อแก้ไข หรืออาจปรับแก้ได้ไม่เหมือนเดิม

หากเลือกศัลยกรรมในสถานที่ที่ปลอดภัย มีแพทย์เป็นผู้ดูแล และเลือกทำได้ถูกต้องตรงกับปัญหาของตนเอง การศัลยกรรมก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิต และยังเป็นการสร้างโอกาสทางหน้าที่การงานได้ด้วย แต่ทั้งนี้ต้องไม่คาดหวังว่าทำแล้วจะออกมาสวยเหมือนคนนั้นคนนี้ เพราะพื้นฐานของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป้าหมายและจุดประสงค์ในการศัลยกรรมก็อาจแตกต่างกันไป

นอกจากนั้นความสำเร็จของการศัลยกรรมความงามทำออกมาแล้วสร้างความพึงพอใจได้มากน้อยแค่ไหนยังขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย หากคิดว่าการศัลยกรรมจะเป็นทุกอย่างของชีวิต ควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ก่อนการศัลยกรรมทุกครั้ง Jarem Clicnic ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ

การศัลยกรรม และบริการทางการแพทย์เพื่อเสริมความงาม

การศัลยกรรมเพื่อเข้ารับการตกแต่งเสริมความงาม หากต้องการให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการศัลยกรรมตอบโจทย์ความต้องการ หรือสามารถแก้ไขข้อบกพร่องและเสริมความงามให้เป็นไปตามที่คาดหวัง ก่อนตัดสินใจเลือกศัลยกรรมเสริมความงาม ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ให้เข้าใจเสียก่อน โดยทั่วไปการศัลยกรรมออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  1. การศัลยกรรมใหญ่ (Invasive Procedure)  เป็นกลุ่มที่มีอัตราความเสี่ยงมาก เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีความยากตั้งแต่ขั้นตอนการทำศัลยกรรมจนถึงการดูแลรักษา การทำศัลยกรรมที่จะต้องมีการควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดและใกล้ชิดทุกขึ้นตอน เช่น การผ่าตัดแปลงเพศ ศัลยกรรมทรวงอก การทำนม เสริมหน้าอก ศัลยกรรมข้อ ศัลยกรรมกระดูก หรือการศัลยกรรมตกแต่งหลาย ๆ ประเภทในเวลาเดียวกัน เป็นต้น
  2. ศัลยกรรมความงามที่มีการนำวัสดุเข้าสู่ภายในร่างกาย (Minimally Invasive Procedure) การศัลยกรรมในกลุ่มนี้เป็นการผ่าตัดเล็ก เช่น การร้อยไหม หรือการทำเลเซอร์ แต่ก็เป็นขั้นตอนการเสริมความงามหรือการทำศัลยกรรมที่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้นกับผู้เข้ารับบริการ แพทย์จึงจำเป็นต้องใช้ยาชาเพื่อลดความเจ็บปวด การให้ยาชาอาจมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ระบบหัวใจ ระบบการหายใจ หรือผู้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้
  3. การเสริมความงามที่มีอันตรายและความเสี่ยงไม่มาก (Non Invasive Procedure) การเสริมความงามที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือ การกินยา การฉีด การนวด การกดจุด การฝังเข็ม ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อทำน้อยมาก เพราะไม่มีการผ่าตัดเพื่อเปิดแผลหรือการใช้ยาชา นอกจากว่าผู้เข้ารับการบริการจะแพ้สารหรือยาที่ใช้ในการให้บริการเสริมความงาม จึงจะเกิดอันตรายได้ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นถือว่าน้อยมาก

ราคาศัลยกรรมความงาม อัพเดทปี 2564

ราคานี้เป็นข้อมูลเพียงบางส่วน ผู้สนใจควรสอบถามราคาที่แน่นอนอีกครั้งกับคลินิกหรือโรงพยาบาลที่สนใจค่ะ

เทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามาช่วยวิเคราะห์ก่อนทำการผ่าตัด การใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคนิคการผ่าตัดของศัลยแพทย์มีความทันสมัย ทำให้มีต้นทุนที่สูงส่งผลให้ราคาศัลยกรรมความงามสูงตามไปด้วย ปัจจุบันราคาศัลยกรรมความงามแต่ละประเภท มีค่าใช้จ่ายประมาณการณ์ ดังนี้ค่ะ

  1. ศัลยกรรมเสริมจมูก ราคาเริ่มต้นที่ 60,000 – 250,000 บาท
  2. ศัลยกรรมตาสองชั้น ราคาเริ่มต้น 40,000 – 100,000 บาท (ขึ้นอยู่กับเทคนิค)
  3. ศัลยกรรมเสริมหน้าอก ราคาเริ่มต้นที่ 300,000 บาท ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและวัสดุซิลิโคน
  4. ศัลยกรรมดูดราคาอยู่ที่ 70,000 บาท
  5. ผ่าตัดขากรรไกร ราคาเริ่มต้นที่ 120,000 – 230,000 บาท
  6. ศัลยกรรมแก้ปัญหาตาหย่อนคล้อย ราคาเริ่มต้นที่  15,000 – 28,000 บาท
  7. แพ็คเกจเลเซอร์หน้าใส ราคาเริ่มต้นที่ 15,000 – 25,000 บาท
  8. ศัลยกรรมผ่าตัดดูดไขมัน ราคาเริ่มต้นที่ 13,000  บาท
  9. การศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าผาก ราคาเริ่มต้นที่ 180,000 บาท
  10. การผ่าตัดดูดไขมันที่คางแบบฉีดยาชา ราคาเริ่มต้นที่ 50,000 บาท

ศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมและมีคนสนใจทำกันมาก ราคายังเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยอื่น ๆ เช่น การเลือกเทคโนโลยีหรือเทคนิควิธีที่ทันสมัยเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ การเลือกวัสดุอุปกรณ์ ชื่อเสียงของคลินิกศัลยกรรมความงามนั้นๆ ด้วยค่ะ

ศัลยกรรมความงามอย่างไรให้ปลอดภัย

การศัลยกรรมความงามให้ปลอดภัย ควรคำนึงถึงองค์ประกอบ 4 ข้อนี้ด้วยนะคะ

  1. Patient คือ ผู้ที่ต้องการเข้ารับบริการศัลยกรรมเสริมความงาม จะต้องมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่พร้อมในการเข้ารับการศัลยกรรมตามที่ต้องการ โดยผู้เข้ารับบริการควรมีอายุมากกว่า 18 ปีบริบูรณ์ หรือ 20 ปีบริบูรณ์
  2. Surgeon ศัลยแพทย์ที่เป็นผู้ให้บริการต้องมีความชำนาญหรือมีประสบการณ์ในการผ่าตัดให้แก่ผู้เข้ารับบริการ และศัลแพทย์จะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลศัลยแพทย์ที่มีความน่าเชื่อถือได้ 
  3. Procedure ขั้นตอนในการทำผ่าตัดจะต้องได้รับมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับทั่วไป ไม่ใช่อยู่ในขั้นตอนของการทดลอง และขั้นตอนการศัลยกรรมเพื่อความงามต้องมีความเหมาะสมกับผู้เข้ารับบริการเสริมความงามด้วย
  4. Facility สิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสถานพยาบาล อุปกรณ์ ห้องผ่าตัดที่ใช้สำหรับการให้บริการกับผู้ที่เข้าบริการต้องมีความสะอาดและปลอดภัย

วิธีลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการทำศัลยกรรมมีอะไรบ้าง

การทำศัลยกรรมความงาม คือการผ่าตัดที่มีทั้งการผ่าตัดใหญ่และผ่าตัดเล็ก ๆ แต่การผ่าตัดศัลยกรรมทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ทุกเมื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับความปลอดภัยและผลการรักษาออกมาดี ก่อนตัดสินใจควรหาข้อมูลและศึกษาปัจจัยเสี่ยงให้เข้าใจก่อนทั้งก่อนทำและหลังทำกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญ โดยให้ความสำคัญหรือควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนค่ะ ได้แก่

  1. ผู้รับบริการหรือผู้ที่มีปัญหาต้องได้รับการศัลยกรรม ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ ก่อนศัลยกรรมความงาม ควรให้ข้อมูลที่เป็นจริงแก่แพทย์ เช่น ประวัติแพ้ยา โรคประจำตัว หรือมีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างดื่มสุรา สูบบุหรี่หรือไม่ ทานยา หรือสมุนไพร บางอย่างที่อาจเป็นผลไม่ดีกับการผ่าตัดหรือไม่
  2. ในผู้ป่วยที่มีประวัติการสูบบุหรี่ การผ่าตัดดึงหน้า ย่อมมีความเสี่ยงที่อาจทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้ผิวหนังตาย แผลไม่ติด ซึ่งก็จะมีความเสี่ยงสูงกว่าการผ่าตัดทำตาสองชั้น 
  3. ความรู้ ความสามารถและทักษะของศัลยแพทย์  เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องมีความพร้อม สะอาด และได้มาตรฐาน 
  4. การติดเชื้อหลังผ่าตัดทำศัลยกรรม เป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้และภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากการทำศัลยกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ศัลยกรรมเสริมหน้าอกมักเกิดเนื้อเยื่ออักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือทำให้เกิดรอยแผลเป็น แม้ว่าการทำศัลยกรรมจะช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้น แต่รอยแผลเป็นจากการผ่าตัดที่ไม่ได้มาตรฐาน จากความไม่พร้อมของเครื่องมือ เช่น ทำให้แผลเป็นมีลักษณะนูนและแดงที่มองเห็นได้ชัดเจน
  5. การฉีดยาชาหรือยาสลบอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เนื่องจากแพทย์อาจให้ยาเพื่อระงับความเจ็บปวดของผู้ป่วยในขณะผ่าตัดด้วยการใช้ยาชาหรือยาสลบ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่น ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน มึนงง และตัวสั่นหลังฟื้นจากการใช้ยาสลบ อาจเกิดการติดเชื้อที่ปอด และอาจมีอาการป่วยรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้
  6. เส้นประสาทเกิดความเสียหาย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหลังการทำศัลยกรรม อาจรู้สึกชาและเจ็บแปลบได้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทถูกทำลาย
  7. การเสียเลือด ผู้ที่ทำศัลยกรรมมักสูญเสียเลือดในขณะผ่าตัด และอาจมีเลือดออกภายในร่างกายหลังการผ่าตัด และหากเสียเลือดในปริมาณมากก็อาจทำให้ความดันเลือดต่ำที่อาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้ 
  8. เสี่ยงต่อความผิดหวัง เนื่องจากผลลัพธ์จากการทำศัลยกรรมไม่ตอบโจทย์ หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง 
  9. คลินิกศัลยกรรมหรือสถานเสริมความงามไม่ได้รับมาตรฐาน หรือไม่ได้มาตรฐานทางการแพทย์
  10. ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากสถานเสริมความงามใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพ ขาดความปลอดภัยหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ใครบ้าง ที่ไม่ควรทำศัลยกรรมเสริมความงาม

เมื่อศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้และเปิดกว้างสำหรับทุกคนไม่เฉพาะเพศหญิงเพศชาย เพศที่สาม หรือคนที่มีปัญหาเรื่องรูปร่างหน้าตา ไม่เพียงแต่การทำศัลยกรรมเพื่อความงามจะเป็นค่านิยมเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การศัลยกรรมเพื่อปรับโหงวเฮ้ง

การสำรวจตัวเองว่าเป็นบุคคลในกลุ่มที่ไม่ควรทำศัลยกรรมนี้หรือไม่ ควรคุยกับตัวเองให้แน่ใจก่อนนะคะ ว่าเราเหมาะกับการทำศัลยกรรมไหม ลองเช็คกับตัวเองตามข้อเหล่านี้เลยค่ะ

  1. กลุ่มคนที่มีความสวยความหล่อ หรือมีความมั่นใจในตัวเองอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้มีความสมบูรณ์หรือที่เรียกว่า Perfect มีโครงสร้างหน้าตาที่สวยหล่อเป็นธรรมชาดีอยู่แล้ว
  2. กลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเองมีความกลัวความกังวลอยู่เสมอ คนกลุ่มนี้จะมีแต่คำถาม เช่น ทำแล้วจะสวยเหมือนคนอื่นมั้ย กังวลกลัวทำแล้วไม่สวย กลัวทำแล้วมีแผล กลัวว่าหมอไม่เก่งจริง จึงเป็นกลุ่มคนที่ไม่เหมาะสำหรับการทำศัลยกรรม แม้ทำออกมาแล้วสวยหล่ออย่างที่ต้องการก็จะยังมีความวิตกกังวลในเรื่องอื่น ๆ หรือกังวลกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจนทำให้หมดความสุขในการใช้ชีวิต
  3. คนที่มีความคาดหวังมากเกินไป เป็นกลุ่มคนที่ไม่ควรทำศัลยกรรม เนื่องจากการทำศัลยกรรมของแต่ละบุคคลมักมีต้นแบบหรือรูปแบบที่ต้องการอยู่แล้ว เช่น ต้องการเสริมหน้าอก ทำนม ให้สวยเหมือนดาราที่ตนเองชื่นชอบ แต่เนื่องจากโครงสร้างร่างกายของคนเราแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการศัลยกรรมให้ออกมาเหมือนกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากเมื่อมีความคาดหวังสูงเกินไป ความผิดหวังก็เป็นไปได้สูงเช่นเดียวกัน

การเตรียมตัวก่อนทำศัลยกรรมเสริมความงาม

เมื่อศัลยกรรมความงาม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนทุกเพศทุกวัยที่รักสวยรักงาม ต้องการมีรูปร่างหน้าตาหรือบุคลิกภาพที่โดดเด่นดูดี และที่สำคัญศัลยกรรมความงามยังเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงเตรียมตัวให้พร้อมก่อนทำศัลยกรรมเท่านั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับศัลยกรรมความงามทำได้ ดังนี้

  1. รู้ความต้องการของตนเอง จุดประสงค์และความต้องการในการศัลยกรรมความงามของ

คนเราแตกต่างกัน เช่น บางคนต้องการแก้ไขข้อบกพร่องของรูปร่างหน้า เพื่อความสวยงาม หรือเพื่อเสริมโหวงเฮ้งตามความเชื่อ

  1. เมื่อตัดสินใจและเลือกที่จะทำศัลยกรรมความงามทุกประเภท ควรตรวจสุขภาพก่อนผ่าตัด 

เพราะบางโรคมีผลต่อการศัลยกรรมตกแต่ง

  1. ศึกษาข้อมูล รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการทำศัลยกรรมแต่ละประเภท หรือศึกษาประเภทศัลยกรรม

ตามที่ตนเองมต้องการ เนื่องจากการศัลยกรรมความงามมีหลายประเภท ทั้งการศัลยกรรมที่ต้องมีการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดแปลงเพศ การผ่าตัดทำนม เสริมหน้าอก การร้อยไหม หรือ การทำเลเซอร์ เพราะการศัลยกรรมแต่ละประเภทมีค่าใช้จ่าย มีความเสี่ยง และการดูแลตนเองหลังการทำที่แตกต่างกันไป การศึกษาข้อมูลทำให้สามารถเตรียมตัวเตรียมความพร้อมได้ถูกต้องเหมาะสม

  1. จัดเตรียมงบประมาณหรือค่าใช้จ่ายให้เพียงพอ ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายในการศัลยกรรม

ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง กรณีเดินทางไปศัลยกรรมต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการดูแลตนเองหลังจากการทำศัลยกรรม

  1. ศึกษาข้อมูลการปฏิบัติตัวหรือดูแลตนเองหลังการผ่าตัดศัลยกรรมอย่างเข้าใจ จากแพทย์หรือ

ผู้เชี่ยวชาญที่ทำการผ่าตัดศัลยกรรมให้ เพื่อการดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องและป้องกันผลข้างเคียงหรือภาระแทรกซ้อนต่าง ๆ  

  1. รับรู้ข้อมูลหรือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับคลินิกศัลยกรรมที่เลือก รวมทั้งการเลือกคุณหมอซึ่งถือเป็น

หัวใจสำคัญของการทำศัลยกรรมความงาม เพราะการคุณหมอที่เก่งมีประสบการณ์หรือเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการศัลยกรรมประเภทนั้น ๆ โดยตรง ก็จะทำให้มั่นใจได้ว่าผลการผ่าตัดศัลยกรรมเป็นไปตามที่ต้องการ

  1. เตรียมวันลา หรือวางแผนการทำงานเพื่อดูแลตัวเองหลังผ่าตัด โดยทั่วไปหลังการผ่าตัดเสร็จแล้วก็จะถึงช่วงเวลาของการพักฟื้น ระยะการพักฟื้นขึ้นอยู่กับประเภทของการศัลยกรรม คุณหมอจะเป็นผู้แนะนำว่าควรพักฟื้นกี่วัน การเตรียมตัวในข้อนี้ก็จะทำให้สามารถกำหนดวันลาได้แน่นอน กรณีทำงานประจำ หากทำอาชีพอิสระหรือทำธุรกิจก็สามารถวางแผนบริหารจัดการหรือมอบหมายงานให้คนอื่นทำแทนได้
  1. พบคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญจากคลินิกที่เลือกศัลยกรรมความงาม เพื่อขอคำแนะนำปรึกษาในการเตรียมความพร้อมสำหรับการผ่าตัดศัลยกรรม รวมทั้งการดูแลตนเองหลังทำศัลยกรรม 
  2. กรณีมีโรคประจำตัว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่า ราเป็นโรคอะไร กินยาชนิดใด หรือแพ้ยาตัวไหนบ้าง 
  3. การศัลยกรรมความงามบริเวณใบหน้าควรงดการแต่งหน้าก่อนผ่าตัด
  4. เตรียมร่างกายให้พร้อม อาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดร่างกาย เพราะศัลยกรรมบางอย่าง อาจจะต้องงดอาบน้ำล้างหน้าหรือห้ามโดนน้ำหลายวัน
  5. งดการทาเล็บมือ เล็บเท้าก่อน เพื่อให้เครื่องจับชีพจรมีความเสถียร

ความห่วงใยจาก Jarem Clinic

ศึกษาความหาความรู้ เตรียมความพร้อม และพูดคุยกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมเสริมความงามนะคะ ทาง Jarem Clinic ยินดีให้คำแนะนำด้านความสวยและปลอดภัยด้วยค่ะ ^___^