เสริมหน้าอก

บทความให้ความรู้เกี่ยวกับการ เสริมหน้าอก ศัลยกรรมหน้าอก การเตรียมตัว รูปแบบการผ่าตัด การดูแลหลังเสริมหน้าอกว่าต้องดูแลอะไรบ้าง ผลข้างเคียงต่างๆ โดยคุณหมอหลุยส์ นพ. พลเดช สุวรรณอาภา วุฒิบัตรศัลยแพทย์เฉพาะทาง โดยแพทย์สภา ซึ่งปัจจุบันคุณหมอประจำอยู่ที่ JaremClinic (เสริมหน้าอก เสริมนม เสริมหน้าอก ทำนม โดยหมอหลุยส์)

เสริมหน้าอก Breast Augmentation

ใครๆ ก็อยากมีรูปร่างดี สมส่วน องค์ประกอบโดยรวมของรูปร่างที่ดีคงหนีไม่พ้น “หน้าอก” เพราะเป็นอวัยวะ ส่วนสำคัญในการเสริมสร้างให้รูปร่างของผู้หญิงดูดีได้สัดส่วนขึ้น เพื่อช่วยให้สวมใส่เสื้อผ้าได้อย่างสวยงาม มั่นใจและ “หน้าอก” เป็นอวัยวะที่บ่งบอกถึงความเป็นเพศหญิง เพศแม่ อีกทั้งยังดึงดูดเพศตรงข้ามได้อีก แต่ไม่ใช่ว่าทุกๆคนจะมีหน้าอกที่สวยเข้ารูป

ปัจจัยต่างๆที่ทำให้แต่ละคนมีปัญหารูปทรงหน้าอกที่แตกต่างกัน

ปัจจัยตั้งแต่กำเนิด ได้แก่เชื้อชาติ พันธุกรรมที่สืบต่อกันมา โดยชาวเอเชียจะมีขนาดหน้าอกที่เล็กกว่าชาวยุโรปอย่างเห็นได้ชัด เพราะส่วนใหญ่ชาวเอเชียอยู่เมืองร้อน ร่างกายไม่จำเป็นต้องสะสมไขมันมากนัก ซึ่งชาวยุโรปก็พบปัญหาหน้าอกที่ “ขนาดใหญ่” เกินไปจนเกิดปัญหา แตกต่างจากชาวเอเชียอย่างเราที่ขนาดหน้าอก “เล็ก” จนเกิดปัญหา

ปัจจัยภายหลัง แม้ว่าผู้หญิงไทยบางคนที่มีหน้าอกสวยพอดีตัวอยู่แล้ว แต่เกิดภาวะบางอย่างที่ทำให้หน้าอกเล็กลงได้ ที่พบบ่อยคือมีบุตร แม้ว่าการให้นมบุตรจะไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้หน้าอกหย่อนคล้อย แต่การมีบุตรทำให้ไขมันที่เนื้อนมฝ่อเล็กลงแน่นอน ซึ่งจะลดลงมากน้อยก็แตกต่างกันไปแต่ละบุคคล สาเหตุอื่นๆที่ทำให้หน้าอกเล็ก เช่น สูบบุหรี่ ออกกำลังกายมากเกินไป โรคต่างๆที่ต้องทำให้ตัดเต้านมออก เช่น ก้อนเนื้อ มะเร็งเต้านม เป็นต้น

 

ที่จาเรมคลินิกคุณหมอหลุยส์ พลเดช ศัลยแพทย์เฉพาะทางเสริมหน้าอก ได้ตระหนักรับรู้ถึงปัญหาหน้าอกของทุกคนว่า มีสาเหตุต่างๆกัน บางคนหน้าอกเล็กมากต้องการเสริมหน้าอกให้บุคลิกดีขึ้นไม่ได้ต้องการขนาดหน้าอกใหญ่มากเกินไป บางคนมีบุตรแล้วหน้าอกเสียทรงต้องการเสริมหน้าอก ให้หน้าอกกลับมาเต่งตึงเหมือนเดิม หรือนางแบบ ดาราที่จำเป็นต้องใช้เรือนร่างประกอบการทำงานเน้น Sexy ดึงดูดใจ ต้องการเสริมหน้าอกด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ ฯลฯ

คุณหมอหลุยส์ พลเดช มีความเชี่ยวชาญและเต็มไปด้วยประสบการณ์เสริมหน้าอกมากมาย โดยคุณหมอจะเน้นการเสริมหน้าอกที่เป็นธรรมชาติให้มากที่สุดจากการประเมินโครงสร้างร่างกายของผู้มารับบริการเป็นแบบรายเคส ประกอบกับรับรู้ความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละคน แต่ที่สำคัญที่สุดคุณหมอจะคำนึงถึงความปลอดภัยระยะยาวเป็นหลัก ไม่ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือเห็นแก่เงินผลประโยชน์อื่นๆที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ทุกกรณี เน้นจริยธรรมทางการแพทย์มาก่อนเสมอ

การเสริมหน้าอก มีองค์ประกอบอะไรที่สำคัญ?

ศัลยกรรมเสริมหน้าอก Breast Augmentation เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ คศ.1985 ประมาณ 100 ปีก่อน หลังจากนั้น เทคโนโลยีศัลยกรรมเต้านม (เสริมหน้าอก) ก็พัฒนามาตลอดจนถึงปัจจุบัน ด้วยวัสดุซิลิโคนที่ดีขึ้น เทคนิคการผ่าตัดเสริมหน้าอกที่ดีขึ้น การเตรียมตัวดูแลก่อนและหลังผ่าตัดที่มีแนวทางชัดเจน ทำให้ภาวะแทรกซ้อนลดน้อยลงมากกว่าในอดีต

วิธีการเสริมหน้าอกด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน แบ่งได้ดังนี้

1.เสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียม (Breast Implant Only)

ถุงเต้านมเทียมแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

1.ถุงน้ำเกลือ (Saline breast implant)

ถุงซิลิโคนชนิดน้ำเกลือนี้สามารถบรรจุน้ำเกลือเพื่อเพิ่มขนาดถุงซิลิโคนให้ใหญ่ขึ้นตามความต้องการ ข้อดีของซิลิโคนชนิดนี้คือแพทย์ผู้ทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก สามารถเปิดแผลเล็กใส่ถุงซิลิโคนผ่านบาดแผลขนาดเล็ก จากนั้นจึงเติมน้ำเกลือผ่าน Valve ที่เชื่อมกับถุงเต้านมเทียมได้โดยตรง และยังมีความปลอดภัยสูง หากถุงเต้านมเกิดฉีกขาด น้ำเกลือที่อยู่ในถุงก็สามารถถูกดูดซึมผ่านร่างกายได้ดี แต่มีอัตราการรั่วซึมสูงและสัมผัสที่ไม่เป็นธรรมชาติ ปัจจุบันในประเทศไทยไม่มีที่ผลิตแล้ว

2.ถุงซิลิโคนเจล (Silicone-gel breast implant)

ถุงซิลิโคนเจลที่ใส่ซิลิโคนเหลวบรรจุอยู่ภายใน ทำให้มีสัมผัสที่นุ่มนวลมากขึ้น ปัจจุบันการเสริมหน้าอกในประเทศไทยเกือบ100%เลือกใช้ถุงซิลิโคนชนิดนี้ แต่อาจจะเลือกใช้แต่ละแบรนด์แตกต่างกันตามแต่ประสบการณ์ของศัลยแพทย์

รูปทรงของซิลิโคนหน้าอก

1. ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงกลม (Round Implant)

ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงกลมเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในเคสเสริมหน้าอกทั่วๆไป ด้วยรูปทรงลักษณะกลม รอบวงซิลิโคนเท่ากันทุกๆส่วนทำให้มีความแน่น หน้าอกเต่งตึง เพิ่มความเด่น ดึงดูดสายตาได้ดี นอกจากนั้นซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงกลมก็มี “ความพุ่ง” (Degree of Projections) แตกต่างกันหลายระดับให้เลือกใช้

2. ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ (Tear Drop implant)

ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ Tear Drop หรือ Anatomic implants ลักษณะพิเศษของรูปทรงที่คล้ายหยดน้ำ “ลีบบนขยายล่าง” ออกแบบมาให้คล้ายกายวิภาคหน้าอกตามธรรมชาติ ปริมาณซิลิโคนเจลจะเยอะในฐานล่างของซิลิโคน

ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำส่วนใหญ่จะเติมซิลิโคนเจลเป็นชนิดกึ่งแข็งกึ่งเหลวเพื่อให้คงรูปทรงหยดน้ำและสัมผัสยังนิ่มเหมือนซิลิโคนเจลทั่วๆไป เราอาจจะรู้จักกันในชื่อ “Gummy Bear implant”

การเลือกทรงซิลิโคนมีความสำคัญอย่างมากเพราะถ้าต้องการเนินหน้าอกชัด หน้าอกใหญ่ Sexy ก็ควรเลือกซิลิโคนทรงกลมดีกว่าทรงหยดน้ำที่เนินหน้าอกน้อยกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเลือกขนาดซิลิโคนไม่ใหญ่ไปกว่าฐานหน้าอกของเรา ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาหน้าอกสองลอนขึ้นได้ (Double bubble)

พื้นผิวของซิลิโคน

พื้นผิวของซิลิโคนมีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบผิวเรียบกับแบบผิวทราย

แบบผิวเรียบ (Smooth surface)

พื้นผิวของถุงซิลิโคนเสริมหน้าอกเรียบใส สัมผัสไม่หยาบ ผิวเรียบมีให้เลือกเฉพาะซิลิโคนทรงกลมเท่านั้น

  • ข้อดี : มีความนิ่มมากว่าแบบผิวทราย สัมผัสนิ่มธรรมชาติมากกว่า และอัตราการเกิด มะเร็งต่อมน้ำเหลืองจากซิลิโคนเสริมหน้าอก (BIA-ALCL) น้อยกว่าผิวทราย ความยาวแผลผ่าตัดสั้นกว่า เนื่องจากความเรียบลื่นทำให้ใส่ซิลิโคนได้ง่าย
  • ข้อเสีย : เกิดริ้วรอยรอบซิลิโคนได้ง่ายหากใช้เสริมหน้าอกในผู้ที่มีเนื้อนมน้อยหรือเสริมแบบเหนือกล้ามเนื้อ เปลือกซิลิโคนบาง หากได้รับการกระทบกระเทือนรุนแรงก็อาจจะแตกหรือรั่วซึมได้ง่ายกว่าผิวทราย อัตราการเกิดพังผืดหดรัด (Capsular Contracture) มากกว่าผิวทราย

แบบผิวทราย (Textured surface)

พื้นผิวของถุงซิลิโคนครอบคลุมด้วยซิลิโคนชีทที่ไม่เรียบ สัมผัสหยาบเหมือนผิวทราย

  • ข้อดี : ผิวทรายเพิ่มพื้นที่ผิวให้ซิลิโคนเสริมหน้าอกมากขึ้น ทำให้ยึดติดกับผิวเนื้อนมได้ดีกว่าผิวเรียบ ตัวซิลิโคนจึงยึดติดแน่นในตำแหน่งที่วางซิลิโคน ไม่เคลื่อนตัว หรือพลิกได้ง่าย อัตราการเกิดพังผืดหดรัด น้อยกว่าชนิดผิวเรียบ
  • ข้อเสีย : อัตราการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจากซิลิโคนเสริมหน้าอก (BIA-ALCL) มากกว่ากว่าผิวเรียบ

มีหลายงานวิจัยที่นำเสนอมาว่าไม่ว่าจะเป็นผิวเรียบหรือผิวทรายอัตราการเกิดพังผืดหดรัดก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีรายงานการเกิดมะเร็งน้ำเหลืองจากซิลิโคนหน้าอก (BIA-ALCL) เพิ่มขึ้นมากในซิลิโคน “นัทเทล” (Natrelle) ผิวทราย จนโดนถอดออกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเราด้วย จึงทำให้ซิลิโคนผิวเรียบนิยมมากกว่า

2.เสริมหน้าอกด้วยไขมันตนเอง (Fat Graft Lipofilling)

เป็นการนำไขมันของตนเองมาใช้เป็นสารเติมเต็มฉีดเข้าไปที่หน้าอกเพื่อให้หน้าอกเต่งตึงขึ้น เหมือนเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน ปัจจุบันในคนไข้ที่กลัวภาวะ “Silicone illness syndrome”นิยมใช้วิธีเสริมหน้าอกด้วยไขมันตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ มีข้อดีคือ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม (ซิลิโคน)เข้าไปในร่างกาย เป็นการดูดลดไขมันไปในตัว สามารถนำไขมันไปฉีดตกแต่งรูปทรงของหน้าอกในจุดต่างๆได้ดี เช่น เพิ่มความชิดของหน้าอก หากเสริมหน้าอกไปแล้วอกยังห่างอยู่ หรือใช้รักษาภาวะริ้วรอยรอบซิลิโคน (Rippling) ข้อเสีย หากไขมันที่ดูดมีไม่เพียงพอก็เติมเต็มหน้าอกได้น้อย ถ้าเตรียมไขมันไม่ดี ปั่นไม่เหมาะสม อัตราการสลายตัวก็สูงนมอาจจะยุบลงไปถึง 50-70% มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ

3.เสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียมและฉีดไขมันตนเองร่วมกัน (Hybrid Breast augmentation)

เสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียม (Breast Implant Only)

ในอดีตการเสริมหน้าอกเริ่มต้นจากการฉีดสารแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย โดยใช้สารต่างๆมาทดลองแม้กระทั่งใช้ พาราฟิน (Paraffin) แต่ได้ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อักเสบ แผลติดเชื้อ หรือเกิดก้อนเนื้องอก จบลงด้วยการที่ต้องตัดเต้านมทิ้ง จากนั้นได้พัฒนาถุงเต้านมเทียมขึ้นเป็นครั้งแรกในปี คศ.1960 (พศ. 2503) พบว่าได้ผลเป็นที่พึงพอใจ ได้ใช้ในการศัลยกรรมเสริมหน้าอกจนถึงปัจจุบัน ณ ตอนนี้ถุงเต้านมเทียมได้พัฒนามาจนถึงรุ่นที่ 5 แล้ว (5th generation)

ตำแหน่งของแผลผ่าตัดเสริมหน้าอกและตำแหน่งวางซิลิโคน

ตำแหน่งแผลผ่าตัดแบ่งออกเป็น 3 แบบ

1. เสริมหน้าอกผ่านทางรักแร้ (Armpit incision,Transaxillary incision)

แผลทางรักแร้เป็นแผลยอดนิยมในอดีต เนื่องจากเชื่อว่าข้อดีของการผ่าตัดแผลทางนี้คือ มองไม่เห็นแผล แต่ปัจจุบันผู้หญิงใส่ชุดโชว์รักแร้มากขึ้น อาจจะซ่อนแผลไม่ได้เสมอไป ผ่าตัดเสริมหน้าอกทางรักแร้ส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัดเหนือกล้ามเนื้อมากกว่าใต้กล้ามเนื้อ และเนื่องจากแผลผ่าตัดทางรักแร้จะทำให้เลาะชั้นกล้ามเนื้อได้ยาก ควรต้องใช้วิธีส่องกล้องร่วมด้วย วิธีนี้เกิดเลือดคั่งได้มากกว่าวิธีอื่น และเกิดปัญหาราวนมไม่เท่ากันได้บ่อย

2.เสริมหน้าอกผ่านทางรอบปานนม (Periareolar,Around nipple incision)

แผลทางปานนมมีข้อดีคือแผลเล็ก ถ้ารักษาได้ดีอาจจะมองไม่เห็นแผลเลย แต่อาจจะใส่ซิลิโคนได้ขนาดเล็กตามไปด้วย บริเวณปานนมมักเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคผ่าตัดเสริมหน้าอก แผลรอบปานนมจึงเสี่ยงติดเชื้อมากกว่าแผลอื่นๆ เสี่ยงบาดเจ็บต่อท่อน้ำนม และทำให้ความรู้สึกที่หัวนมชามากกว่าวิธีอื่น

3. เสริมหน้าอกผ่านทางใต้ราวนม (Inframammary incision)

แผลใต้ราวนมเป็นแผลเสริมหน้าอกที่นิยมมากในปัจจุบัน สามารถเลาะชั้นกล้ามเนื้อได้ดี จัดวางตำแหน่งซิลิโคนได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ สามารถใส่ซิลิโคนขนาดใหญ่ๆได้ สามารถผ่าตัดพร้อมกับการผ่าตัดยกกระชับไปพร้อมกันในทีเดียว อาการเจ็บแผลหรือเจ็บเต้านมหลังผ่าตัดน้อยกว่าวิธีทางรักแร้ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องแผลเป็นเห็นชัด ดังนั้นต้องดูแลแผลอย่างถูกวิธีเพื่อลดแผลเป็นให้จางลงตามกาลเวลา

การเสริมหน้าอกโดยการส่องกล้อง (Endoscopic assisted breast augmentation)

เป็นการนำเอาเทคโนโลยีส่องกล้องผ่าตัดมาช่วยในการเสริมหน้าอก มีประโยชน์มากในการเสริมหน้าอกทางรักแร้ เพราะการผ่าตัดทางรักแร้ วิธีเสริมหน้าอกใต้กล้ามเนื้อเป็นไปได้ยาก การใช้กล้องช่วย แพทย์จะสามารถเห็นชั้นกล้ามเนื้อ และเส้นเลือดได้ชัดเจน ควบคุมการผ่าตัดได้ดี รบกวนเนื้อเยื่อน้อย สร้างพื้นที่วางซิลิโคนได้พอดี การเสริมหน้าอกโดยการส่องกล้องนี้เป็นเพียงการนำกล้องมาช่วยผ่าตัดเท่านั้น ดังนั้นหากแพทย์ผู้ผ่าตัดเห็นชั้นกล้ามเนื้อ เห็นขอบเขตการผ่าตัดชัดเจนอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ เนื่องจากใช้เวลาผ่าตัดนานกว่าปกติ ค่าอุปกรณ์สูงกว่า และใส่ซิลิโคนได้ขนาดเล็ก

ปัจจุบันซิลิโคนเสริมหน้าอกทำจากวัสดุที่ดี มีความยืดหยุ่นมาก ทำให้แพทย์ศัลยกรรมเปิดแผลผ่าตัดได้เล็กมากกว่าในอดีต และสมัยนี้มียารักษาแผลเป็นที่มีคุณภาพ หากทายาร่วมกับติดแผ่นกันรอยแผลเป็นนูน (ซิลิโคนเจลชีท) เวลาผ่านไป 3-6 เดือนก็แทบจะไม่เห็นแผล ที่จาเรมคลินิกเราผ่าตัดแผลให้เล็กที่สุดใช้มีดกรีดครั้งเดียว ใส่ซิลิโคนผ่านแผลอย่างนุ่มนวลเพื่อให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อยที่สุด ใช้ไหมละลายเย็บแผลจึงไม่จำเป็นต้องตัดไหม อีกทั้งยังมีโปรแกรมดูแลแผลร่วมกับ Laser ลบรอยแผลเป็นให้ด้วย ดังนั้นเสริมหน้าอกใต้ราวนมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแผล

แต่ถ้าต้องการเสริมทางรักแร้ต้องดูดีๆว่าเสริมหน้าอกโดยการส่องกล้องหรือไม่? ถ้าแพทย์ไม่ได้ใช้วีธีส่องกล้องในการผ่าตัดทางรักแร้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าแพทย์ท่านนั้นเสริมหน้าอกให้เราแบบเหนือกล้ามเนื้อและเสี่ยงราวนมไม่เท่ากัน

ตำแหน่งการวางซิลิโคน

หลังจากเลือกตำแหน่งแผลสำหรับเสริมหน้าอกไปแล้ว การวางซิลิโคนในร่างกายก็สามารถวางตำแหน่งต่างกัน ปัจจุบันวางได้ 3 ตำแหน่ง

1.เสริมหน้าอกเหนือกล้ามเนื้อ (Subglandular)

การวางซิลิโคนแบบนี้เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกอยู่บ้างแล้ว ไม่เหมาะกับคนที่มีรูปร่างผอมมาก หรือมีเนื้อหน้าอกน้อย เพราะจะดูไม่เป็นธรรมชาติ เมื่อเวลาผ่านไปจะยิ่งทำให้เห็นขอบถุงซิลิโคนชัดมากในผู้ที่มีผิวบาง และเกิดริ้วรอยรอบซิลิโคนได้ง่าย ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะได้รับความเจ็บปวดน้อยกว่า แต่ก็มีโอกาสทำให้เกิดพังผืดได้สูงกว่าในอนาคต และรูปทรงหน้าอกหลังเสริมด้วยซิลิโคนที่ขนาดใหญ่มากๆ ก็จะมีโอกาสคล้อยลงได้มากกว่าอีกด้วย

2.เสริมหน้าอกใต้กล้ามเนื้อ (Sub​muscular)

การวางซิลิโคนแบบนี้จะดูเป็นธรรมชาติที่สุด เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย วิธีนี้จะไม่เห็นขอบของถุงซิลิโคน การสัมผัสจะช่วยให้ได้รับความรู้สึกว่าเหมือนหน้าอกจริงมากกว่า เพราะถุงซิลิโคนจะซ่อนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ แต่หากเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอกอาจจะเห็นซิลิโคนเคลื่อนที่ได้ และเจ็บมากกว่า (ในระยะแรก)

3.เสริมหน้าอกใต้กล้ามเนื้อหน้าอกบางส่วนและใต้เนื้อเต้านมบางส่วน (Dual plane)

เป็นการผ่าตัดแบบผสมผสาน2วิธี คือซิลิโคนจะอยู่ใต้กล้ามเนื้อบางส่วน และอยู่นอกกล้ามเนื้อ หรือใต้ต่อมชั้นไขมันนมบางส่วน วิธีนี้จะสามารถลดการขยับของซิลิโคนตามการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้ดีกว่าการเสริมหน้าอกแบบใต้กล้ามเนื้อปกติ หน้าอกจะมีทรงสวยดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเสริมชนิดเหนือกล้ามเนื้อ

ในระยะยาววิธีเสริมหน้าอกเหนือกล้ามเนื้อบางส่วนและใต้กล้ามเนื้อบางส่วน (Dual plane) ให้ผลดีกว่า เป็นบล็อกน้อยกว่า เป็นริ้วน้อยกว่า และไม่ทำให้หน้าอกคล้อยมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่การผ่าตัดวิธีนี้ทำยากกว่าวิธีเหนือกล้ามเนื้อมาก ต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะต้องออกแบบจัดเรียงชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อวางซิลิโคนในตำแหน่งที่เหมาะสม หมอหลุยส์จาเรมผ่าตัดใช้วิธีนี้ Dual plane ทุกเคส

เลือกซิลิโคนแบบไหน, แผลผ่าตัด หรือวิธีผ่าตัดเสริมหน้าอกอย่างไร? จึงจะเหมาะกับเรา

ต้องดูตามความต้องการของเราก่อนว่าต้องการหน้าอกแบบไหน ขนาดใหญ่ดึงดูดใจ แบบพอดีตัวเสริมบุคลิก ใส่เสื้อผ้าสวย ไม่ต้องการเนินหน้าอกสูง อยากให้อกชิด ไม่ต้องการหน้าอกเป็นบล็อก ฯลฯ จากนั้นศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเองก่อน ถึงข้อดีข้อเสียของซิลิโคนรูปทรงต่างๆ ทั้งทรงกลมทรงหยดน้ำ ตำแหน่งผ่าตัด ถ้าไม่อยากให้เห็นแผลก็อาจเลือกผ่าตัดเสริมหน้าอกทางรักแร้ เป็นต้น การวางซิลิโคนหน้าอกที่แตกต่างกัน ถ้ามีเนื้อนมเยอะก็อาจจะเลือกเสริมเหนือกล้ามเนื้อ

อยากได้ทรงธรรมชาติไม่อยากให้นมเป็นบล็อกเป็นริ้ว ก็อาจเลือกเสริมโดย Dual Plane สุดท้ายต้องได้ปรึกษากับศัลยแพทย์ที่เราสนใจ แพทย์ผู้ซึ่งจะเป็นคนผ่าตัดให้เรา ได้สอบถามโดยตรง ฟังความคิดเห็นคำแนะนำต่างๆว่าเสริมหน้าอกแบบไหนเหมาะกับเรา เมื่อเราตัดสินใจแล้ว เราก็ต้องเชื่อฟัง ปฏิบัติตัว ดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้แผลหายเร็ว หน้าอกทรงสวยถูกใจ

รีวิวการเสริมหน้าอกสวยๆ จากสาวๆ

เสริมหน้าอกอึ๋ม

รีวิวเสริมหน้าอก

รีวิวเสริมหน้าอก Mentor 375 cc

เสริมหน้าอกสวย เรียกความมั่นใจกลับมาเต็ม100 by น้องเมอ

การเตรียมตัวก่อนการเข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอก

1. ไม่ปกปิดข้อมูลด้านสุขภาพ ควรแจ้งข้อมูลโรคประจำตัว ยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำ ประวัติการแพ้ยา หรือหากมีอาการเจ็บป่วยไม่สบายก่อนวันผ่าตัด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบก่อนวันผ่าตัด

2. งดสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2 สัปดาห์

3. ควรงดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 7-14 วันก่อนการผ่าตัด

4. งดน้ำและอาหารก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง

5. ไม่ใส่คอนแทคเลนส์, แต่งหน้า, ทาเล็บ, ทาโลชั่น, ฉีดน้ำหอม หรือใส่เครื่องประดับในวันผ่าตัด

6. เพื่อความสะดวกควรนำเสื้อที่มีกระดุมด้านหน้ามาใส่หลังจากผ่าตัดเสร็จ

7. ควรมีผู้ติดตามหรือญาติมาด้วยในวันผ่าตัด

 

การดูแลตัวเองภายหลังเข้ารับการผ่าตัดเสริมหน้าอก

1.พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ออกเดินทางไกล หรือยกของหนัก ห้ามขับรถ

2.รับประทานยาตามที่ได้รับ และหากมีอาการปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้

3.ใส่ผ้าพันหน้าอกไว้ตลอดในช่วง 1-2 สัปดาห์ สามารถคลายผ้าออกได้ถ้ารู้สึกอึดอัด

4.หลีกเลี่ยงอาหารแสลง อาหารไม่สะอาด บุหรี่ แอลกอฮอล์

5.มาตรวจตามนัดกับทางคลินิกทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจเช็คหน้าอกได้เป็นระยะๆเพื่อความสวยงามของรูปทรงหน้าอก และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

 

แชร์ประสบการณ์ตัวเองหลังศัลยกรรมเสริมหน้าอก

สรุปการ เสริมหน้าอก

ศัลยกรรมเสริมหน้าอกไม่ใช่การทำศัลยกรรมเล็กๆเหมือนเสริมจมูก ทำตาสองชั้น เสริมคาง ตัดปากกระจับ ฯลฯ ศัลยกรรมเสริมหน้าอกเป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องมีการเตรียมตัวจริงจัง เพราะหากเตรียมตัวไม่ดี เช่น ถ้างดน้ำ งดอาหารมาไม่ครบชั่วโมง แล้วไปดมยาสลบ ก็อาจถึงขั้นเสียชีวิต หรือกรณีไม่ได้ตรวจเช็คเลือดก่อนผ่าตัด ถ้าเลือดจางหรือเกร็ดเลือดมีปัญหา ผ่าตัดไปแล้วเกิดเลือดไหลไม่หยุด หรือเลือดคั่งในหน้าอกหลังผ่าตัดต้องมาระบายเลือดเสี่ยงติดเชื้อจนต้องถอดซิลิโคนก็เคยมีเป็นข่าวมาแล้ว

ถ้าจะเสริมหน้าอกที่ใดผมแนะนำให้ศึกษาหาข้อมูลให้มาก ศึกษาคลินิกหรือสถานพยาบาลที่เราสนใจให้ดี ว่ามีวิธีผ่าตัดอย่างไร มีการเตรียมตัวให้เราดีไหม มีเจาะเลือดก่อนผ่าตัด? มีวิสัญญีแพทย์ดูแลเราตลอดเวลาการผ่าตัดหรือไม่? หรือเพียงแค่ให้ยาเบลอ ฉีดยาหลับ ให้พูดคุยปรึกษากับแพทย์ที่จะผ่าตัดเสริมหน้าอกให้เราโดยตรง ไม่ใช่แค่คุยกับเซลหรือเอเจนซี่แล้วขึ้นเตียงผ่าตัดเลย ที่สำคัญแพทย์ผู้ผ่าตัดเป็นแพทย์ศัลยกรรมเฉพาะทางมีประสบการณ์มากพอหรือไม่ อย่าหลงเชื่อ ตัดสินใจเพียงแค่รีวิวเยอะหรือราคาถูก ถ้าเกิดปัญหาผลแทรกซ้อนขึ้นมาอย่างไรก็ไม่คุ้ม และตัวคนไข้เองก็ต้องเตรียมตัวผ่าตัด และดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างจริงจังเช่นกัน

ด้วยความปรารถนาดีจาก หมอหลุยส์ นพ. พลเดช สุวรรณอาภา วุฒิบัตรศัลยแพทย์เฉพาะทางโดยแพทย์สภา

คำถามที่พบบ่อย การทำศัลยกรรมหน้าอก

การเสริมหน้าอก ช่วยแก้ปัญหาหน้าอกได้อย่างไร?

ก่อนเสริมหน้าอกเราต้องรู้ตัวเองก่อนว่า หน้าอกของเรามีปัญหาอย่างไร และต้องการเสริมหน้าอกไปเพื่อแก้ปัญหาจุดไหน? เช่น ต้องการแก้ไขปรับเปลี่ยนสรีระให้ดูดีขึ้น, แก้ปัญหาหน้าอกผิดรูป, แก้ไขความหย่อนยาน, ต้องการเสริมหน้าอกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น, ปรับรูปทรงของหน้าอกให้ดูสวยงาม, เพิ่มความกระชับเต่งตึง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการสวมใส่เสื้อผ้า

เสริมหน้าอกที่ไหนดี?

สถานเสริมความงามแต่ละแห่งก็จะมีการบริการและราคาที่แตกต่างกันออกไป ควรศึกษารายละเอียดให้ดี ดังต่อไปนี้

1. ผ่านการตรวจสอบจากกระทรวงสาธารณสุข มีเอกสารรับรองถูกต้องจากกระทรวงสาธารณสุขและแสดงเอกสารไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับทราบ

2. มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีใบประกอบวิชาชีพ การเสริมความงามต้องทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเท่านั้น และศัลยแพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพถูกต้อง

3. สถานที่สะอาด ปลอดภัย สังเกตได้ง่ายๆจากสถานที่ที่ต้องเน้นความสะอาดเป็นหลัก และมีอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ครบครัน

4. ราคาไม่ถูกจนเกินไป ราคาของการบริการแต่ละแห่งมักจะไม่ต่างกันมากนัก แต่หากสถานบริการที่มีราคาถูกเกินไปก็ควรระวังในเรื่องการใช้ตัวยาหรือวัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐาน
นอกจากนี้ควรศึกษารายละเอียดในส่วนของเงื่อนไขหลังการใช้บริการ ที่สถานเสริมความงามควรมีแจ้งไว้ถึงความรับผิดชอบกรณีเกิดความผิดพลาดเสียหาย และผู้ใช้บริการควรหาข้อมูลเพิ่มเติมการรีวิวจากเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อความมั่นใจก่อนการตัดสินใจ และเป็นแนวทางในการเลือกเสริมความงามของเราให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด

เสริมหน้าอกแบบไหนดี?

การเสริมหน้าอกจะมี 2 แบบ ได้แก่

1. แบบเหนือกล้ามเนื้อ การวางซิลิโคนแบบนี้เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกอยู่บ้างแล้ว ไม่เหมาะกับคนที่มีรูปร่างผอมมาก หรือมีเนื้อหน้าอกน้อย เพราะจะดูไม่เป็นธรรมชาติและจะยิ่งทำให้เห็นขอบถุงซิลิโคนชัดมากในผู้ที่มีผิวบาง ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะได้รับความเจ็บปวดน้อยกว่า แต่ก็มีโอกาสทำให้เกิดพังผืดได้สูงกว่าในอนาคต และหน้าอกก็จะมีโอกาสคล้อยลงได้มากกว่าอีกด้วย

2. แบบใต้กล้ามเนื้อ การวางซิลิโคนแบบนี้จะดูเป็นธรรมชาติที่สุด เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย วิธีนี้จะไม่เห็นขอบของถุงซิลิโคน การสัมผัสจะช่วยให้ได้รับความรู้สึกว่าเหมือนหน้าอกจริงมากกว่า เพราะถุงซิลิโคนจะซ่อนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ แต่หากเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอกอาจจะเห็นซิลิโคนเคลื่อนที่ได้ และเจ็บมากกว่า (ในระยะแรก) แต่ตำแหน่งนี้จะลดโอกาสการเกิดพังผืดได้มากกว่า วิธีนี้จึงได้รับความนิยมมากกว่า

ซิลิโคนมีกี่แบบ?

ซิลิโคนเสริมหน้าอกสามารถแบ่งได้ 2 แบบ ได้แก่

  • การแบ่งตามรูปทรง ได้แก่ ทรงกลม และทรงหยดน้ำ
  • การแบ่งตามวัสดุด้านใน ได้แก่ น้ำเกลือ และซิลิโคนเจล
ประเภทของซิลิโคนเสริมหน้าอก

ในปัจจุบันซิลิโคนได้มีการพัฒนาให้มีความทนทานและปลอดภัยมากขึ้น พื้นผิวของซิลิโคนมีให้เลือก 2 แบบ คือ แบบผิวเรียบกับแบบผิวทราย ซึ่งมีข้อแตกต่างกันดังนี้

1. แบบผิวเรียบ มีความนิ่มมากว่า การดูแลหลังการผ่าตัดจะง่ายกว่า ช่วยลดโอกาสการเกิดริ้วคลื่นของซิลิโคน และลดการเกิดเลือดคั่งหรือน้ำเหลืองคั่งได้ดีกว่า และมีราคาถูกกว่า

2. แบบผิวทราย ลดโอกาสการเกิดเต้านมผิดรูปหรือเต้านมไหลหลุดจากทรง เพราะซิลิโคนแบบนี้จะสามารถยึดเกาะกับผิวได้ดีกว่า กรณีที่เสริมหน้าอกแบบเหนือกล้ามเนื้อ ซิลิโคนชนิดนี้จะช่วยลดการเกิดพังผืดได้ดีกว่า

**แต่จากการวิจัยพบว่าในซิลิโคนทั้ง 2 แบบ สามารถก่อให้เกิดพังผืดขึ้นได้ไม่ต่างกันเลย

เลือกซิลิโคนแบบไหนดี?

การเลือกใช้ซิลิโคนแบรนด์ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของแต่ละบุคคล ควรเลือกแบรนด์ที่มีคุณภาพ ได้รับการรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ หลังการผ่าตัดควรเรียกรับกล่องซิลิโคนพร้อมใบรับประกันที่มีเลขซีรี่ส์นัมเบอร์ ระบุชื่อคนไข้ วันผ่าตัด ชื่อแพทย์ และรายละเอียดต่างๆไว้เป็นหลักฐานการรับประกันว่าซิลิโคนที่ใช้เป็นของแท้

หลังผ่าตัดเจ็บแบบรถสิบล้อทับจริงหรือไม่?

การเสริมหน้าอกที่มีขนาดใหญ่เกินตัว จะทำให้เจ็บมากและเกิดเลือดคั่ง อักเสบหลังผ่าตัด อย่างที่เปรียบกันว่าเหมือนโดนรถทับ แต่ถ้าเราเสริมหน้าอกที่มีขนาดพอดีก็จะไม่เจ็บ หรือเจ็บน้อยกว่า นอกจากนี้วิธีการผ่าตัดก็มีส่วน ถ้าทำอย่างถูกต้องตามหลักการเป็นขั้นตอน หลังผ่าตัดก็จะไม่เจ็บมาก สรุปคือ อยู่ที่ความเหมาะสมของรูปร่างแต่ละคนและเทคนิคของหมอด้วยนั่นเอง

อาการข้างเคียงที่อาจพบได้ทั่วไป

อาการข้างเคียงหลังการผ่าตัดที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ เวียนหัว อาเจียน ตึง แน่น บริเวณหน้าอกในระยะ 3 วันแรก ซึ่งอาการของแต่ละบุคคลก็อาจพบได้แตกต่างกันออกไปตามพื้นฐานสภาพร่างกายและวัยของคนไข้ การเตรียมพร้อมรับมือก็อาจต้องมีคนมาอยู่เป็นเพื่อนในช่วงพักฟื้น และดูแลแผลให้สะอาดอยู่เสมอ รวมถึงควรทำตามคู่มือแนะนำที่ทางคลินิกให้ไปอย่างเคร่งครัด

อ่านคำถามที่พบบ่อยเพิ่มเติม คลิก

เสริมหน้าอก ทำนม โดยศัลยแพทย์เฉพาะทางโดยตรงที่ Jarem Clinic